เปิดรายการเลือกหลัก

วิกิคำคม β

ปรีดี พนมยงค์

ลายเซ็นของ ศ.ดร.ปรีดี พนมยงค์

ปรีดี พนมยงค์ (11 พฤษภาคม พ.ศ. 2443 — 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2526) หรือ หลวงประดิษฐ์มนูธรรม เป็นหัวหน้าคณะราษฎรสายพลเรือน, อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 7 ของไทย, ผู้สำเร็จราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล, ได้รับพระบรมราชโองการยกย่องให้เป็น "รัฐบุรุษอาวุโส", เป็นผู้นำขบวนการเสรีไทย และได้รับการยกย่องจากองค์การยูเนสโกให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก

เนื้อหา

คำกล่าวของปรีดี พนมยงค์แก้ไข

  เมื่อข้าพเจ้ามีอำนาจ ก็ไม่มีประสบการณ์ แต่เมื่อข้าพเจ้ามีประสบการณ์ ก็ไม่มีอำนาจ  

สุนทรพจน์ในสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2489

  ในทางการเมือง การใช้สิทธิตามระบอบประชาธิปไตยต้องทำโดยความบริสุทธิ์ใจ มุ่งหวังผลส่วนรวมจริงๆ ไม่ใช่มุ่งหวังส่วนตัว หรือมีความอิจฉาริษยาอันเป็นมูลฐานเนื่องมาจากความเห็นแก่ตัว (เอโกอิสม์) ความสามัคคีธรรมหรือระบอบประชาธิปไตยอันแท้จริง จึงจะเป็นไปได้[1]  
ปรีดี พนมยงค์

ในปี พ.ศ. 2516 ปรีดีได้ไปแสดงปาฐกถา ณ สามัคคีสมาคม แก่นักศึกษาไทยในอังกฤษ มีความตอนหนึ่งว่า

  ก็อาจมีบางเรื่องที่ผมรู้ แต่เผอิญเข้าลักษณะของคำพังเพยโบราณว่า เป็นเรื่องที่พูดไม่ออกบอกไม่ได้ ผมก็ต้องผลัดไปในโอกาสที่สถานการณ์อำนวยให้พูดออกบอกได้ ถ้าหากโอกาสนั้นยังไม่เกิดขึ้นในอายุขัยของผม แต่ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติมิได้หยุดชะงักลงภายในอายุขัยของคนใดหรือเหล่าชนใด คือประวัติศาสตร์จะต้องดำเนินต่อไปในอนาคตโดยไม่มีสิ้นสุด ดังนั้นผมขอฝากไว้แก่ท่าน และชนรุ่นหลังที่ต้องการสัจจะช่วยตอบให้ด้วย[2]  
ปรีดี พนมยงค์

คำขวัญเนื่องในวันสถาปนากระทรวงการคลังครบรอบ 100 ปี พ.ศ. 2518

  ตั้งแต่บรรพบุรุษสร้างชาติไทยเป็นต้นมา เราถือนโยบายเอกราชทางการคลัง ไม่เคยใช้นโยบาย "ภิกขาจาร" ปีใดเรามีงบประมาณรายได้มาก เราก็ใช้มาก ปีใดเรามีงบประมาณรายได้น้อย เราก็ใช้น้อยตามอัตภาพ ถ้าถึงคราวที่เราจำเป็นต้องลงทุน...เราก็กู้เงินโดยเสียดอกเบี้ยไม่มีอะไรผูกพัน ไม่ใช่เป็นการขอทาน[3]  
ปรีดี พนมยงค์

คำขวัญสำหรับบัณฑิตธรรมศาสตร์ พ.ศ. 2522

  ต้องใช้ปัญญาประกอบด้วยสติ เพื่อพิทักษ์เอกราชอธิปไตยสมบูรณ์ของชาติไว้ให้ได้ โดยป้องกันชาวไทยผู้รักชาติแท้จริงมิให้ตกหลุมพรางหรือกลวิธีใดๆ ของ "กองกำลังแนวที่ 5" แห่ง "พวกกระหายสงคราม"[4]  
ปรีดี พนมยงค์

คำขวัญสำหรับบัณฑิตธรรมศาสตร์ พ.ศ. 2523

  ต้องใช้ปัญญาประกอบด้วยสติ พัฒนาระบบปกครองของประเทศไทยให้บรรลุถึงซึ่งระบบประชาธิปไตยสมบูรณ์ และป้องกันชาวไทยผู้รักชาติแท้จริงมิให้หลงเชื่อการโฆษณาที่จะดึงการปกครองประเทศไทยให้ถอยหลังเข้าคลอง[5]  
ปรีดี พนมยงค์

ปรีดี พนมยงค์ ให้สัมภาษณ์นิตยสาร เอเชียวีก ฉบับวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2523 ก่อนถึงอสัญกรรมไม่ถึง 3 ปี ไว้ดังนี้

  ในปี ค.ศ. 1925 (พ.ศ. 2468) เมื่อเราเริ่มจัดตั้งกลุ่มแกนของพรรคอภิวัฒน์ในปารีส ข้าพเจ้ามีอายุเพียง 25 ปีเท่านั้น หนุ่มมาก หนุ่มทีเดียว ขาดความจัดเจน แม้ว่าข้าพเจ้าได้รับปริญญาแล้ว และได้คะแนนสูงสุด แต่ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าทางทฤษฎี ข้าพเจ้าไม่มีความจัดเจน และโดยปราศจากความจัดเจน บางครั้งข้าพเจ้าประยุกต์ทฤษฎีอย่างนักตำรา ข้าพเจ้าไม่ได้นำความเป็นจริงในประเทศของข้าพเจ้ามาคำนึงด้วย ข้าพเจ้าติดต่อกับประชาชนไม่พอ ความรู้ทั้งหมดของข้าพเจ้าเป็นความรู้ตามหนังสือ ข้าพเจ้าไม่ได้เอาสาระสำคัญของมนุษย์มาคำนึงด้วยให้มากเท่าที่ข้าพเจ้าควรจะมี ในปี ค.ศ. 1932 (พ.ศ. 2475) ข้าพเจ้าอายุ 32 ปี พวกเราได้ทำการอภิวัฒน์ แต่ข้าพเจ้าก็ขาดความจัดเจน และครั้นข้าพเจ้ามีความจัดเจนมากขึ้น ข้าพเจ้าก็ไม่มีอำนาจ[6]  
ปรีดี พนมยงค์

จากบทความภยันตรายแห่งสงครามปรมาณู

  การพิทักษ์เอกราชอธิปไตยสมบูรณ์ของชาติไทย เป็นหน้าที่สูงสุดของคนไทยที่รักชาติ เพราะถ้าไม่สามารถพิทักษ์เอกราชอธิปไตยสมบูรณ์ของชาติไว้ได้ไซร้ ชาติไทยก็จะต้องตกเป็นเมืองขึ้นแบบเก่า หรือเมืองขึ้นแบบใหม่ (Neo-Colony) ของชาติอื่นซึ่งจะเป็นเหตุทำให้การพัฒนาเศรษฐกิจ การพัฒนาการเมือง และการพัฒนาคติธรรมทางสังคม ต้องดำเนินไปภายใต้แนวทางและเพื่อประโยชน์ของชาติอื่น ที่เป็นเจ้าเมืองขึ้นแบบเก่าหรือแบบใหม่[7]  
ปรีดี พนมยงค์

พูดถึงระบอบประชาธิปไตย จากบ้านพักในนครกว่างโจว ประเทศจีน

  คำว่าประชาธิปไตยนั้น มักจะเข้าใจความหมายกันผิดๆ ประชาธิปไตยแปลว่า ประชาชนเป็นใหญ่ ระบอบประชาธิปไตย เป็นระบอบที่ปกครองโดยประชาชน และเพื่อประชาชน ประชาธิปไตยที่เราเห็นอยู่นี้ส่วนใหญ่ก็โดยประชาชน แต่ขาดหลักการ เพื่อประชาชน เพราะพวกชนะเลือกตั้ง มักละทิ้งหลักการเพื่อประชาชนไปเสีย กลายเป็นเพื่อตนเองและเพื่อนพ้องไปฉิบ [8]  
ปรีดี พนมยงค์

คำกล่าวถึง ปรีดี พนมยงค์แก้ไข

  ข้าพเจ้าเชื่อว่าชีวิตของคนทุกคนย่อมจะต้องเป็นไปตามแนวแห่งกรรมประจำตัว จะไม่มีผู้ใดที่จะเลี่ยงพ้นจากกรรมได้ ดังนี้ดวงของท่าน (ปรีดี) ที่ได้พุ่งขึ้นสูงส่งอย่างน่าประหลาด คือท่านเป็นศาสตราจารย์ที่ยิ่งใหญ่ เป็นรัฐมนตรีมาแทบทุกยุคทุกสมัย ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ได้เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน และยังมีชื่อเสียงไปทั่วโลกว่าเป็นผู้สามารถธำรงเกียรติศักดิ์ของชาติไทยไว้ได้ ครั้นแล้วชะตาชีวิตของท่านอาจารย์ปรีดีก็พลันกลับทำให้ท่านต้องตกต่ำลงมาจนถึงขั้นต่ำสุด ตลอดจนชะตาของท่านอาจารย์ปรีดีก็โหดร้ายต่อตัวท่าน ต่อลูกเมียท่านนานาประการ ถึงขนาดที่เกือบจะต้องตกเป็นคนไทยที่ไม่มีสิทธิ์ในแผ่นดินไทยซึ่งเป็นบ้านเมืองที่รักของท่าน

ข้าพเจ้าเคยกล่าวอยู่เสมอว่า ชะตาหรือดวงของคนคนหนึ่งนั้นอาจจะไปสัมพันธ์กับชะตาชีวิตของคน อีกหลายสิบล้านแม้แต่ดวงของประเทศ และถ้าพิจารณากันให้ละเอียดแล้วจะเห็นได้ชัดว่า ดวงของท่านอาจารย์ปรีดีเป็นเช่นนั้น เพราะว่าชะตาหรือดวงของท่านนั้น มิใช่จะทำให้แต่ตัวท่าน ต้องตกระกำลำบาก และเป็นผู้ที่สูญเสียแต่เพียงผู้เดียว แต่ยังทำให้คนไทยอีกหลายสิบล้านคน ที่ต้องพลอยถูกกระทบกระเทือนและสูญเสียไปด้วย... และต้องเสียไปอย่างที่จะไม่มีทางกลับคืนมาได้อีกแล้ว[2]

 
พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล
  อาจารย์ปรีดีเป็น...เป็นรัฐบาล รัฐบาลต้องรับผิดชอบอะไรที่เกิดขึ้น ในหลวงถูกลอบปลงพระชนม์มันก็ต้องพัวพันแน่ จะให้สะอาดหมดจด มันยาก...[9]  
มรว. เสนีย์ ปราโมช
อดีตนายกรัฐมนตรี
  ตามที่ผมไปเห็นในหลวงและสมเด็จพระราชชนนีมาแล้วในคราวนี้ ผมกล้าบอกได้อย่างแน่นอนว่าท่านมิได้เชื่อว่าคุณหลวงฯ (ปรีดี) เป็นผู้ฆ่าในหลวงดังที่เขาลือกันเลย พูดตามจริงแล้วบรรดาสิ่งต่างๆ ที่ผมเคยคุยกับสมเด็จพระราชชนนีไว้ที่กรุงเทพฯ ในเรื่องที่เกี่ยวกับพวก Royalists ว่าวิธีการปฏิบัติของเขามิได้แสดงเลยว่าเขาเป็น Royalist กล่าวคือถ้าเขาเป็น Royalists จริงแล้ว เขาย่อมจะต้องไม่เอาพระนามในหลวงไปใช้เป็นประโยชน์ของเขาในทางการเมือง ดังที่ปรากฏมาแล้วอันล้วนแต่เป็นการเสื่อมเสียต่อในหลวงทั้งสิ้น[10]  
หม่อมเจ้าศุภสวัสดิ์วงศ์สนิท สวัสดิวัตน์
พระเชษฐาของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี
  ถ้าคิดว่าท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ เป็นปฏิปักษ์ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์แล้ว จะมองไม่เห็นความดีของอาจารย์ปรีดี ซึ่งมีเป็นอเนกประการ ถ้ารู้ความจริงว่าอาจารย์ปรีดีเป็นผู้พยายามพิทักษ์สถาบันพระมหากษัตริย์ จะเห็นคุณูปการอันยิ่งใหญ่ต่อสังคมไทยของท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์[11]  
ศ.นพ. ประเวศ วะสี
ราษฎรอาวุโส
  ท่านปกป้องไม่ให้เสียพระเกียรติยศ แล้วความปกป้องของท่านอันนี้ มีคนมาใช้เป็นหนามทิ่มตำอกท่านเอง มันมืดสำหรับคนที่ต้องการให้มืด มันสว่างสำหรับคนที่ต้องการให้มันสว่าง...[12]  
สุลักษณ์ ศิวรักษ์
  หลัก 6 ประการนี้ ถ้ามาดูในปัจจุบัน ก็เหมือนว่าไม่ยากที่ใครจะคิดขึ้น แต่ว่าในขั้นตอนสมัยนั้นของการพัฒนาประเทศ การเสนอหลัก 6 ประการดังกล่าวนี้ขึ้น ถือว่าเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ แต่ความยิ่งใหญ่คงไม่อยู่ที่การนำเสนอหลักการนั้นเท่านั้น แต่อยู่ที่การดำเนินการหลังจากนั้นของท่านปรีดีฯ ที่มีความสอดคล้องต่อเนื่องกับสิ่งที่เสนอไว้ทุกประการ ซึ่งเป็นความยิ่งใหญ่และสำคัญในทางประวัติศาสตร์ เพราะว่าจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 จะเห็นว่าบรรดาผู้นำและผู้มีส่วนในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง หรือผู้มีอำนาจในต่อ ๆ มานั้น ก็แยกไปคนละทาง แต่เส้นทางที่ท่านปรีดีฯ เลือกเดิน เป็นเส้นทางที่ได้กำหนดไว้ตั้งแต่ต้น เป็นไปตามเจตนารมณ์ที่แถลงไว้ทุกประการ และสอดคล้องกับเจตนารมณ์มาตั้งแต่ต้น[13]  
นาย จาตุรนต์ ฉายแสง
รองนายกรัฐมนตรี
  ในความรู้สึกของอาตมา ท่านรัฐบุรุษอาวุโสเป็นผู้สนใจในพระพุทธศาสนา ในการปรับปรุงพระพุทธศาสนาให้ทันสมัย ท่านพอใจในกิจการของสวนโมกข์ จนถึงกับได้ขอร้องให้อาตมามาแสวงหาที่เพื่อจะจัดสวนโมกข์ขึ้นในจังหวัดอยุธยา...สำหรับอาตมาได้รับคำขอร้องจากท่านผู้นี้ให้ทำทุกอย่างเพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่ทันสมัย อาตมาก็ได้สนองความประสงค์อันนี้ พยายามทำหนังสือหนังหาทุกแง่ทุกมุมที่จะสนองความประสงค์อันนั้นเท่าที่เห็น ๆ กันอยู่แล้วในบัดนี้[14]  
พุทธทาสภิกขุ
  ท่านรัฐบุรุษอาวุโส ได้ดำเนินชีวิตตามหลักของนักปราชญ์ที่มีการศึกษาเล่าเรียนวิชาการมาแต่เยาว์วัย และเร่งศึกษาวิชาการให้เจริญกว้างขวางตามลำดับอายุ เป็นการเพิ่มเติมความเฉลียวฉลาดจนสามารถหยั่งทราบเหตุแห่งความเสื่อมเสีย เหตุแห่งความเจริญวัฒนา และทราบเหตุเพื่อละความเสื่อม[15]  
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (วาสนมหาเถระ)
สมเด็จพระสังฆราช
  โดยกาลเวลาแห่งยุคสมัย นายปรีดี พนมยงค์ นับว่าห่างไกลจากอาตมภาพ เนื่องจากท่านเป็นคนรุ่นก่อนบิดามารดาเล็กน้อย จะว่าโดยวิถีชีวิต ท่านก็ห่างไกลกับอาตมภาพในแง่ที่ว่า ท่านอยู่ในวงการเมือง แต่อาตมภาพเป็นพระภิกษุอยู่ทางด้านพระศาสนา แต่แม้ห่างไกลอย่างนั้น ก็มีจุดที่ท่านรัฐบุรุษอาวุโสกับอาตมภาพมาบรรจบกัน จุดนั้นก็คือ “ธรรม”[16]  
พระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)

ในขณะที่ปาลกำลังป่วยด้วยโรคมะเร็ง หมอบอกว่าคงจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน ดร.จริย์วัฒน์ สันตะบุตร ลูกศิษย์ที่ใกล้ชิดคนหนึ่งของนายปรีดี ได้บรรยายถึงภาพชีวิตของผู้ที่เป็นอาจารย์ของเขาไว้ว่า...

  ตอนนั้นท่านผู้หญิง (พูนศุข) บินกลับเมืองไทยเพื่อดูแลลูกชายซึ่งป่วยหนัก ผมกำลังจะส่งวิทยานิพนธ์เลยได้ไปอาศัยอยู่กับท่าน (ปรีดี) ที่ปารีส ช่วงบ่ายวันหนึ่งเราไปเดินเล่นในสวน ท่านเดินอยู่กับผมสองคน แล้วมีเด็กๆ วิ่งเล่นอยู่ในบริเวณนั้น เมื่อมีเด็กคนหนึ่งเข้ามาใกล้ ท่านก้มลงเอามือลูบหัว หลังจากเด็กไปแล้ว ท่านแหงนหน้ามองฟ้า และหันมาพูดกับผมว่า 'ปาลนี่ไม่น่าอายุสั้นเลย ยังไม่ได้มีโอกาสทำประโยชน์ให้ประเทศชาติคุ้มกับที่เกิดมา' ผมได้ฟังแล้วน้ำตาไหล นึกถึงว่าคนที่อยู่ห่างไกลลูกชายซึ่งป่วยหนัก ไม่รู้จะมีชีวิตรอดถึงวันไหน สิ่งทีท่านนึกถึงกลายเป็นว่า ลูกชายยังไม่ได้ทำประโยชน์ให้ประเทศชาติอย่างคุ้มค่า ผมไม่แน่ใจว่า ผมจะได้ยินคำพูดแบบนี้จากคนอื่นในตลอดชั่วชีวิตที่เหลือ ผมประทับใจมาก และรู้สึกว่า นี่คือความผูกพันที่ท่านมีต่อประเทศไทยของเรา[17]  
ดร.จริย์วัฒน์ สันตะบุตร
อดีตเอกอัครราชทูตไทย ประจำเยอรมนี

งานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ ปี พ.ศ. 2526 ชาวธรรมศาสตร์ได้ขึ้นภาพแปรอักษรเพื่อระลึกถึงปรีดีความว่า "พ่อสร้างชาติด้วยสมองและสองแขน พ่อสร้างแคว้นธรรมศาสตร์ประกาศศรี พ่อของข้านามระบือชื่อปรีดี แต่คนดีเมืองไทยไม่ต้องการ"

  ผู้อภิวัฒน์การปกครองของประเทศไทย หัวหน้าขบวนการเสรีไทย เป็นผู้มีคุณูปการแก่ชาติอย่างมากมาย แต่กลับกลายเป็นบุคคล ที่ถูกใส่ร้ายป้ายสีมากที่สุดคนหนึ่ง ในประวัติศาสตร์ สุดท้ายกลายเป็น คนดีที่เมืองไทยไม่ต้องการ  

อ้างอิงแก้ไข

  1. อนุสรณ์ในการบำเพ็ญกุศลทักษิณานุประทานอัฐิ นายปรีดี พนมยงค์, 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2529, หน้า 65
  2. 2.0 2.1 วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์, ๑๐๐ ปีของสามัญชน นาม ปรีดี พนมยงค์, นิตยสารสารคดี, ฉบับที่ 182, เมษายน 2543
  3. อนุสรณ์ในการบำเพ็ญกุศลทักษิณานุประทานอัฐิ นายปรีดี พนมยงค์, 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2529, หน้า 65
  4. อนุสรณ์ในการบำเพ็ญกุศลทักษิณานุประทานอัฐิ นายปรีดี พนมยงค์, 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2529, หน้า 63
  5. อนุสรณ์ในการบำเพ็ญกุศลทักษิณานุประทานอัฐิ นายปรีดี พนมยงค์, 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2529, หน้า 64
  6. Paul, Pridi Through A Looking Glass, Asiaweek, 28 December 1979 - 4 January 1980
  7. อนุสรณ์ในการบำเพ็ญกุศลทักษิณานุประทานอัฐิ นายปรีดี พนมยงค์, 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2529, หน้า 65
  8. อำนาจ ๒ ต่อสู้กู้ชาติ เอกราษฎร์ อธิปไตย โดย รุ่งมณี เมฆโสภณ ISBN 978-616-536-079-1 เมษายน พ.ศ. 2555
  9. กองบรรณาธิการสยามใหม่, ปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษผู้ไร้แผ่นดิน, สำนักพิมพ์อาทิตย์, 2526
  10. กองบรรณาธิการมติมหาราษฎร์, หลวงประดิษฐ์มนูธรรม, สำนักพิมพ์สัญญลักษณ์, 2527, หน้า 19
  11. ประเวศ วะสี, ปาฐกถาวันปรีดี พนมยงค์, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2540
  12. กองบรรณาธิการสยามใหม่, ปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษผู้ไร้แผ่นดิน, สำนักพิมพ์อาทิตย์, 2526
  13. จาตุรนต์ ฉายแสง, ถ้อยแถลงในวาระครบรอบ 10 ปี สถาบันปรีดี พนมยงค์, สถาบันปรีดี พนมยงค์, 2548
  14. พระศรีปริยัติโมลี, ปรีดี พนมยงค์ กับ พุทธศาสนา, ห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ ปรีดี-พูนศุข, 2543
  15. กองบรรณาธิการมติมหาราษฎร์, หลวงประดิษฐ์มนูธรรม, สำนักพิมพ์สัญญลักษณ์, 2527, หน้า 7
  16. พระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต), จุดบรรจบ, บทความจากหนังสือสารคดี, 2543
  17. วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์, ร้อยปีของสามัญชนนามปรีดี พนมยงค์, สารคดี, 2542

แหล่งข้อมูลอื่นแก้ไข

วิกิพีเดีย มีบทความเกี่ยวกับ